Categories
บอลไทย

กระบวนท่าพาช้างศึกลิ่ว8ทีมสุดท้าย ตอน 2

จุดเเข็งของซาร์รี่บอล
1. มันสร้างโอกาสในการทำประตุที่ทั้งมากเเละคาดหวังผลได้สูง
เนื่องจากการเล่นบอลโดยอาศัยการจู่โจมที่รวดเร็ว-เเม่นยำ เน้นการเคลื่อนที่ของบอลในเเนวลึก(โดยใช้การเล่นบอลสั้น,วันทัชเข้าพื้นที่สุดท้าย) โอกาสที่ฝ่ายป้องกันจะตัดบอลได้ก็ถือว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก เเละเมื่อบอลถูกถ่ายเทจากกลางไปหน้าได้สำเร็จ ตัวเลือกของศูนย์หน้าหรือเเม้เเต่มิดฟิลด์ตัวรุกที่สอดขึ้นมาก็ดูจะมีตัวเลือกที่มากเเถมยังหวังผลได้อีกต่างหาก (คิดกันง่ายๆ หากคุณหวังจะยิงประตู จุดไหนมีโอกาสเป็นประตูได้มากกว่ากันระหว่าง ยิงจากซ้าย-ขวา หรือ ตรงกลาง? เเละยิ่งเปรียบเทียบกันกับการผ่านบอลจากด้านข้างของปีกให้ศูนย์หน้าเข้าทำก็มีโอกาสสูงที่บอลจะผ่านไม่ถึงหรือถูกป้องกันโดยผู้เล่นฝ่ายรับ)  

2. สร้างความอึดอัดให้คู่เเข่งได้ดีโดยใช้ผู้เล่นเเค่ไม่กี่คน
อย่างที่รู้กันว่าองค์ประกอบที่สำคัญของซาร์รี่บอล คือ การเพรสเเดนบนเเละวันทัช ซึ่งการเพรสเเดนบน หากทีมของคุณทำได้ดี นอกจากจะทำให้คู่ต่อสู้ออกบอลจากหลังมาหน้าได้ยากเเล้ว โอกาสในการเปลี่ยนทรานซิชั่นจากรับเป็นรุกก็จะมีค่อนข้างมากและระยะการทำลายล้างยังสูงอีกด้วย เเถมการเพรสเเดนบนที่ว่าอาจใช้จำนวนผู้เล่นเพียงเเค่3-4คนเท่านั้นในการรุมเเย่งเพื่อเล่นเกมโต้กลับ

จุดอ่อน
1. มันเป็นสไตล์ที่ต้องอาศัยความฟิตค่อนข้างมาก เพราะการเพรสซิ่งเพื่อเอาบอลกลับมาในเเต่ละครั้งใช้พลังงานเยอะ เเถมยังต้องทำกันเป็นทีมเพื่อให้เกิดประสิทธิ์ภาพ (หากเร่งในตอนเเรกเเล้วทีมไม่ได้ประตูขึ้นนำก็จะกลายเป็นดาบสองคมให้เราเองที่จะเป็นฝ่ายหมดก่อนเขา)

2. ความเข้าใจในการเล่นของผู้เล่นตัวรุกระหว่างกลางไปหน้า เเละหน้ากับหน้าด้วยกันจำเป็นต้องสัมพันธ์กันอย่างมาก (ต้องรู้ว่าเมื่อตัดบอลได้จะจ่ายให้ใคร, เราจะขึ้นเกมที่ใครเเละใครควรต้องวิ่งไปจุดไหนในพื้นที่สุดท้าย, ใครจะเป็นตัวหลอกในจังหวะนั้นๆ) พูดง่ายๆมันจำเป็นอย่างมากที่การจะเล่นสไตล์นี้ ทีมต้องมีกองกลางที่มีเซ้นต์บอลดีเเละฟิตถึง เเถมทีมต้องมีกองหน้าที่เล่นกับกองกลาง1-2คนนี้หรือตัวรุกในระนาบเดียวกันคนอื่นมานาน(รู้ใจกัน-เข้าขา)

3.ใช้เวลาในการขึ้นเกมของตัวเองนาน เนื่องจากสไตล์การเล่นเเบบนี้ ในกรณีที่บอลอยู่ในการครอบครองของฝ่ายเรามักขึ้นเกมจากหลังมาหน้า เเละนั่นหมายความว่าผู้เล่นในทีมต้องเสียเวลาลำเลียงบอลขึ้นมาเพื่อพาเข้าพื้นที่สุดท้าย

4.การเสียไปของจำนวนตัวรุกที่ต้องลงมาช่วยซัพพอร์ดในกรณีที่เจอกับทีมที่เล่นระบบเเพ็คหลังเเน่น-รับลึกหรือเล่นประกบตัวผู้เล่นเเบบเเมนทูเเมน ซึ่งจะเป็นที่มาของสถานการ์ณโดดเดี่ยวของศูนย์หน้า

5. เป็นรูปแบบการเล่นที่พึ่งพานักเตะในทีมเเค่บางคน(ที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญ) เเต่ในทางกลับกันมันก็เป็นกลยุทธที่ยืนระยะลำบากเพราะเป็นเรื่องยากที่ในเเต่ละทีมจะมีคนที่ทำหน้าที่เป็น "คีย์แมน" ที่ว่านี้ได้ตลอดทั้งทัวร์นาเม้นท์

เห็นได้ชัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเชลซีที่ซารรี่เข้ามาทำ ซึ่งช่วงเเรกเชลซีออกสตาร์ดได้อย่างดีมาก(ไม่เเพ้ใคร18นัดติดต่อกัน) เเต่หลังจากนั้นเมื่อตัวหลักอย่างอาซาร์, จอร์จิญโญ่, เปโดรเกิดเจ็บ,แบน, ฟอร์มตก ผลงานของทีมก็ดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด(ขาดตัวทดแทนจนทีมเสียสมดุล)เเล้วมันเหมาะกับช้างศึกจูเนียร์ของเรายังไงในทัวร์นาเม้นท์นี้?
อธิบายเเบบนี้นะคับ หากสังเกตุดีๆในชุดผู้เล่นที่โค้ชนิชิโนะเรียกมาติดทีมชุดนี้ มีอยู่2-3ปัจจัยที่เอื้อให้โค้ชต้องใช้สไตล์นี้
1.อย่างที่ใครหลายคนทราบดีกว่าแผนการเล่นที่ถนัดเเละทำให้เรารู้จักผลงานของโค้ชอากิระ นิชิโนะคือแผน4-2-3-1 ซึ่งเเผนนี้มีความยืดหยุ่นในตัวของมันค่อนข้างมาก โดยสามารถเปลี่ยนไปเล่นเป็น4-3-3(หากทีมต้องการเกมรุก) หรือจะ 4-5-1 (หากต้องการอัดกลางให้เเน่น)ได้ทันที โดยไม่เสียโควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่น

เเถมนักเตะไทยชอบเกมรุกมากกว่ารับเเละค่อนข้างคุ้นเคยกับ4-2-3-1เพราะหลายสโมสรในไทยลีกเเละเอ็ม-150เเชมเปี้ยนชิพชอบใช้ หรือหากจะพูดในอีกรูปแบบหนึ่งคือภายใต้สภาวะที่นักเตะมีเวลาที่จำกัด ระบบการเล่นไหนบ้างที่จะเข้ากันกับนักเตะไทยได้ดี,ใช้เวลาปรับจูนไม่มาก เเละหวยจึงมาตกที่ซาร์รี่บอลนั่นเอง

2.ตัวรุกของไทยที่โค้ชนิชิโนะมักใช้คือสามประสาน "เเบงก์-เช็ค-อาร์ม" ซึ่งมาจากสโมสรเดียวกันนั่นคือ บรร. เเน่นอนว่าเรื่องของความสัมพันธ์เเละการเข้าใจในการเล่นด้วยกันย่อมไม่ต้องเเจกเเจงอะไรกันมาก (ซ้อมด้วยกัน กิน-อยู่-หลับ-นอนมาด้วยกัน)

3.นักเตะไทยรูปร่างเล็กเเต่มีความว่องไว ซึ่งถือเป็นค่าตั้งต้นที่สำคัญเเละเหมาะจะนำมาใช้ในการเล่นวันทัช (Give and go)

4.คู่เเข่งทั้ง3ทีมของไทยไม่ใช่ทีมที่เล่นบอลรวดเร็ว, ไม่ใช่ทีมที่ชอบเล่นเกมเพรสซิ่ง, ตำแหน่งการยืนระหว่างไลน์หลังเเละกลางค่อนข้างห่าง เเถมในด้านความฟิตก็ดูจะด้อยกว่าของไทยเสียด้วยซ้ำ เเละนั่นเเหละคือทั้งหมดของที่มาที่ว่าทำไมโค้ชนิชิโนะจึงตัดสินใจใช้ซารรี่บอลที่ว่า

ufa1688  

Categories
บอลไทย

มีใครบ้าง! จากสีเสื้อเมืองทอง สู่ การท่าเรือ (2011-2020)

บทความบอลไทย :  จากสีเสื้อเมืองทองสู่การท่าเรือ (2011-2020)
หลังจากที่ การท่าเรือ เอฟซี จัดการซื้อตัว อดิศร พรหมรักษ์ กองหลังดีกรีทีมชาติไทย จากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มาร่วมทีม ล่าสุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเสร็จแล้ว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง “เจ้าเก่ง” เป็นดาวเตะรายที่ 11 ในรอบ 10 ปี ที่ย้ายทีมโดยตรง จากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปสู่การท่าเรือ เอฟซี นับตั้งแต่ ฤดูกาล 2011 มาจนถึง ฤดูกาล 2020
วันนี้จึงอยากจะพาสาวกฟุตบอลไทย มาติดตามกันว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะมีนักเตะคนไหนบ้างที่เคยสวมเสื้อเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แล้วย้ายมาสวมเสื้อของ การท่าเรือ เอฟซี ไปติดตามกันได้เลย
อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุม

ฤดูกาล 2012

อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุม : อดีตห้องเครื่องแดนกลางทีมชาติไทย ชุดชิงถ้วยประราชทานคิงส์คัพ เมื่อปี 2012 เคยย้ายจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปร่วมทีม การท่าเรือ เอฟซี เมื่อปี 2012 ด้วยสัญญายืมตัว

อนุศักดิ์ เหล่าแสงไทย : อดีตเด็กปั้นของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ขยับขึ้นมาเล่นชุดใหญ่กับทีมเมื่อปี 2010 และถูกปล่อยให้ การท่าเรือ เอฟซี ยืมตัว ไปใช้งาน เมื่อปี 2012  

รี เมียง จุน : อดีตกองหน้าเยาวชนทีมชาติเกาหลีเหนือ เป็นดาวเตะอีกรายของทัพกิเลนผยองที่ถูกปล่อยตัวให้กับ การท่าเรือ เอฟซี ยืมตัวไปใช้งาน ในปี 2012

ศิวกร จักขุประสาท

ฤดูกาล 2015 

ศิวกร จักขุประสาท : มิดฟิลด์วัย 28 ปี ทุกวันนี้รับบทกัปตันทีมของ การท่าเรือ เอฟซี เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของสิงห์เจ้าท่า เคยย้ายจาก การท่าเรือ เอฟซี ไปร่วมทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เมื่อปี 2013 ต่อมาในปี 2015 ได้ย้ายกลับไปเล่นให้กับ การท่าเรือ เอฟซี อีกครั้ง และอยู่กับทีมมาจนถึงทุกวันนี้

วุฒิชัย ทาทอง : อดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 24 วัย 35 ปี ทุกวันนี้แขวนสตั๊ดไปเสร็จแล้ว ในอดีตเคยเป็นอีกหนึ่งแข้งคนสำคัญของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ย้ายไปร่วมทีม การท่าเรือ เอฟซี 

ทศพล ลาเทศ : แข้งวัย 30 ปี ย้ายจาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 มาอยู่กับ การท่าเรือ เอฟซี และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของ สิงห์เจ้าท่า มาจนถึงทุกวันนี้

อาทิตย์ ดาวสว่าง

ฤดูกาล 2016

อาทิตย์ ดาวสว่าง : อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เคยช่วยทีมคว้าแชมป์ไทยลีก เมื่อปี 2012 ถูกปล่อยตัวให้กับ การท่าเรือ เอฟซี ยืมตัวไปใช้งานเมื่อปี 2016 ในดิวิชั่น 1 (ไทยลีก2ทุกวันนี้) ก่อนช่วยทีมเลื่อนชั้นสู่ไทยลีกและแยกทางกันในเวลาต่อมา

เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส, ชาริล ชัปปุยส์, อดิศักดิ์ ไกราร

ฤดูกาล 2020

เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส :  เดอะแบกของทัพกิเลนผยอง ย้ายมาร่วมทีมเมื่อปี 2017 และกลายเป็นกำลังสำคัญของทีม ก่อนที่จะถูกการท่าเรือ เอฟซี ยืมตัวไปใช้งานด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี ในฤดูกาล 2020 นับเป็นข่าวสุดช็อคของสาวกเมืองทอง เพราะการขาดหายไปของแนวรุกรายนี้ สร้างความลำบากให้กับทีมพอสมควร

อดิศักดิ์ ไกรษร :  ศูนย์หน้าวัย 29 ปี เป็นอีกหนึ่งดีลสุดฮือฮาของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ย้ายมาร่วมทีม การท่าเรือ เอฟซี ในรูปแบบสัญญายืมตัว เพื่อล่าแชมป์ไทยลีก โดยในฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมา อดิศักดิ์ เองก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามมากนัก เนื่องจากมีอาการเดี้ยงรบกวนอยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่จะกลายเป็นสมาชิกใหม่ของสิงห์เจ้าท่าในฤดูกาล 2020

ชาริล ชัปปุยส์ :  เป็นอีกหนึ่งนักเตะขวัญใจสาวกกิเลนผยอง สำหรับ ชาริล ชัปปุยส์ นั้นเพิ่งหมดสัญญากับทีมในฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมา และไม่ได้มีการต่อสัญญาออกไป ซึ่งตัวเขาก็ได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ก่อนที่จะตกลงปลงใจเลือกย้ายไปร่วมทีม การท่าเรือ เอฟซี ล่าแชมป์ไทยลีก ในฤดูกาล 2020

อดิศร พรหมรักษ์ : แนวรับดีกรีทีมชาติไทย วัย 26 ปี เพิ่งเปิดตัวไปรายล่าสุด กับสโมสร การท่าเรือ เอฟซี โดยเป็นการซื้อขาดจากสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หลัง การท่าเรือ ชื่นชอบและติดตามผลงาน “เจ้าเก่ง” มายาวนาน